ทำไมเบี้ยประกันภัยรถยนต์ถึงไม่เท่ากัน

| | 0 Comments

การที่คนหันมาขับรถยนต์ส่วนตัวกันมากขึ้นนั้นนอกจากจะช่วยให้บริษัทรถยนต์ขายดีแล้วนั้นยังส่งผลให้กับบริษัทไฟแนนซ์และบริษัทประกันรถยนต์ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกับบริษัทประกันรถยนต์ที่ได้รับความนิยมและสนใจเป็นอย่างมากสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ เพราะการทำประกันภัยรถยนต์นั้นเป็นการช่วยลดหรือบรรเทาความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นให้กับพวกเขาเหล่านั้น จึงไม่แปลกใจที่ประกันภัยรถยนต์มักจะขายดี ซึ่งประกันภัยรถยนต์นั่นสามารถจำแนกออกได้อีกหลายรูปแบบและแต่ละรูปแบบก็มีเบี้ยประกันรถยนต์ที่แตกต่างกันออกไป โดยในวันนี้เราจะมาอธิบายว่าทำไมเบี้ยประกันรถยนต์แต่ละประเภทนั้นถึงแตกต่างกัน ทำไมไม่เท่ากันเหมือนกับสินค้าที่มีลักษณะเหมือนกัน 

เหตุผลที่เบี้ยประกันรถยนต์ราคาแตกต่างกัน 

  • ประกันรถยนต์นั้นมีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นประกันรถยนต์ชั้น 1 ชั้น 2 หรือชั้น 3 ก็มีค่าเบี้ยประกันรถยนต์ที่แตกต่างกันออกไป โดยขึ้นอยู่กับความคุ้มครองที่จะได้รับจากบริษัทประกันซึ่งหากมีความคุ้มครองมากกว่าก็ย่อมต้องจ่ายแพงกว่าเป็นเรื่องปกติ 
  • นอกจากความแตกต่างของประกันแต่ละประเภทแล้วนั้น สภาพของรถยนต์ที่นำมาทำประกันก็ส่งผลต่อค่าเบี้ยประกันเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอายุการใช้งานของรถ รถเก่า รถใหม่ หรือรวมไปถึงรถที่มีร่อยรอยการชนมาก็ส่งผลต่อค่าเบี้ยประกันทั้งสิ้น ซึ่งทางบริษัทประกันก็จะมีเจ้าหน้าที่มาพิจารณาว่ารถแต่ละคันจะต้องเสียค่าเบี้ยประกันที่เท่าไหร่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่กล่าวถึงนั้นทางบริษัทประกันจะเรียกว่าเจ้าหน้าที่รับประกัน หรือ Underwriter ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะทำหน้าที่ในการพิจารณาว่าจะรับประกันหรือไม่และหากรับจะต้องมีค่าเบี้ยประกันที่เท่าไหร่ ซึ่งรถแต่ละคันก็จะมีค่าเบี้ยประกันที่ไม่เท่ากัน โดยทาง Underwriter ก็จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่ต่างกันในแต่ละบริษัทอีกเช่นกัน 
  • การซเลือกซ่อมรถว่าจะซ่อมห้าง (ศูนย์รถยนต์) หรือซ่อมอู่ทั่วไปก็มีผลทำให้ค่าเบี้ยประกันแตกต่างกัน ซึ่งในการซ่อมห้างนั้นจะได้ใช้วัสดุที่มาจากศูนย์ของรถยนต์ยี่ห้อนั้น ๆ เลย และคุณภาพอาจจะดีกว่าซ่อมตามอู่รถทั่วไป ดังนั้นการซ่อมห้างก็จะมีค่าเบี้ยที่แพงกว่าเช่นกัน 

การทำประกันรถนั้นมีหลากหลายประเภทและหลากหลายราคาดังนั้นผู้ใช้รถต้องพิจารณาเลือกประกันที่เหมาะกับการใช้งานและมีความคุ้มค่าให้มากที่สุดด้วยเช่นกัน